จอห์น โบเกิล บุกเบิกเรื่องอะไร ทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลัง

จอห์น โบเกิล บุกเบิกเรื่องอะไร

จอห์น โบเกิล บุกเบิกเรื่องอะไร ทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลัง คำตอบคือ สร้างระบบการลงทุน สำหรับนักลงทุนรายย่อย และเป็นบุคคลแรก ที่ใช้ปรัชญาการลงทุน ที่มีต้นทุนต่ำ ซึ่งสิ่งนี้เป็นประโยชน์ ต่อนักลงทุนรุ่นหลัง เป็นอย่างมาก อีกทั้งผลงานทั้งหมดของเขา ยังได้รับการยกย่อง ไปทั่วโลกอีกด้วย

  • ประวัติและแนวคิดการลงทุนของจอห์น
  • สไตล์การลงทุนและสิ่งที่จอห์นสร้างขึ้นสำหรับนักลงทุน
  • ข้อเท็จจริงและบทเรียนที่ได้รับจากจอห์น

ประวัติ John C. Bogle

จอห์น โบเกิล เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1929 ถือเป็นนักลงทุน ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังได้รับฉายา “ผู้ใจบุญที่เป็นชาวอเมริกัน” ซึ่งความใจบุญของเขา คล้ายกันกับ “จอห์น เทมเพิลตัน” สำหรับจอห์นแล้ว ได้รับการยกย่อง ทางด้านการก่อตั้งกองทุน แบบดัชนีอีก

ชีวิตในวัยเด็ก จอห์นมีฝาแฝด และมีครอบครัวที่ฐานะดี และจอห์นเป็นเหลนของ “ฟิแลนเดอร์ แบนิสเตอร์ อาร์มสตรอง” ช่วงชีวิตวัยเด็กที่สวยงาม ต้องจบลงหลังจาก ภาวะเศรษฐกิจ ที่ตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้ครอบครัวของจอห์น ต้องสูญเสียทุกอย่างไป รวมถึงความสัมพันธ์ ภายในครอบครัวด้วย

พ่อแม่ของจอห์น ได้หย่าร้างกัน และเขาเลือกที่จะอยู่กับแม่ โดยย้ายมาอยู่ที่ รัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งช่วงแรกของการเรียน จอห์นสามารถทำผลงานได้ดี จนมีโอกาสได้ย้ายเข้าอะคาเดมี่ และจอห์นยังสนใจ เรื่องของตัวเลขเป็นอย่างมาก จอห์นเรียนจบเมื่อปี 1947 และสามารถจบการศึกษาระดับปริญญาได้อีกครั้ง ในปี 1951

ที่มา: John C. Bogle (25 มีนาคม 2026) [1]

แนวคิดช่วงเริ่มต้น มีรูปแบบเป็นยังไง?

แนวคิดช่วงแรกๆ คือแนวคิดการลงทุน แบบการสวนกระแส โดยจอห์นถือเป็น บุคคลแรกๆ ที่กล้าเสี่ยงซื้อหุ้น ในจังหวะที่มีสงครามโลก ครั้งที่ 2 ซึ่งสิ่งนี้เป็นเหตุการณ์ ที่เคยเกิดขึ้นในวัยเด็ก หลังจากสงครามโลก ครั้งที่ 1 ได้พรากทุกสิ่งจากชีวิตของเขาไป เขาจึงตัดสินใจ ลงทุนใหญ่อีกครั้ง ในสงครามครั้งใหม่นี้

โดยการลงทุนนั้น เริ่มต้นจากการกู้ยืมเงิน และเริ่มจัดหานายหน้า ที่ซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการลงทุนของจอห์น คือการซื้อหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ แบบไม่มีการจำกัด จำนวนบริษัท แต่ต้องลงทุนบริษัทละ 100 หุ้นในตลาด NYSE เท่านั้น โดยที่สุดท้ายแล้ว จอห์นซื้อมาได้ทั้งหมด 104 บริษัท

สิ่งที่วิเศษที่สุด คือผลลัพธ์ที่เขาได้รับ จอห์นสามารถ ทำกำไรได้มากกว่า 360% และจากการลงทุน 104 บริษัทนั้น มีเพียง 4 บริษัทที่ไปต่อไม่ได้ และใช้ระยะเวลาฟื้นตัวทั้งหมด เพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้จอห์น กลายเป็นนักลงทุน ที่มีชื่อเสียงในทันที

ที่มา: longtunman (28 พฤษภาคม 2018) [2]

สไตล์การลงทุน ที่ทำให้จอห์นแตกต่างคืออะไร?

  • เน้นสวนกระแส: สิ่งนี้ถือเป็น เอกลักษณ์ประจำตัว เพราะเขาเชื่อว่า ช่วงวิกฤตมักมีโอกาสซ่อนอยู่ และจอห์นมักเลือกซื้อหุ้น ที่ตัวเองสนใจ และนักลงทุนคนอื่น กำลังต้องการขาย สิ่งนี้จะทำให้จอห์น ได้รับราคาที่ต่ำกว่า ราคาที่แท้จริง และค่อยขายออก ในช่วงที่ตลาดกำลังคึกคัก
  • เน้นมองเห็นคุณค่า: จอห์นมักมองหา หุ้นที่มีราคาต่ำกว่าตลาด และต้องเป็นคุณที่ราคาต่ำมาก แต่หุ้นตัวนั้น ต้องมีโครงสร้าง การเติบโตที่ดีพอ ให้เขาถือครองไว้ และสิ่งนี้เองที่ทำให้ จอห์นสร้างกำไรแบบต่อเนื่องได้ และยังทำให้จอห์น กลายเป็นบุคคล ที่มองบริษัทได้แบบเฉียบขาด
  • กระจายการลงทุน: รูปแบบพอร์ตของจอห์น จะเห็นได้ว่าเขาลงทุน เกือบทุกตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก อีกทั้งยังเป็น ผู้บุกเบิกกองทุน ที่เปิดให้ต่างประเทศ เข้าร่วมการลงทุนได้อีก ไม่หนำซ้ำจอห์นยังเป็น บุคคลที่ชอบการพัฒนา และการมองหาโอกาสใหม่ๆ อีก

John C. Bogle บุกเบิกสิ่งไหน ในวงการนักลงทุน?

จอห์น โบเกิล บุกเบิกเรื่องอะไร

จอห์นคือผู้ก่อตั้งกองทุน Vanguard 500 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1976 โดยที่ตอนนี้กองทุน มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2.58 พันล้านดอลลาร์ (สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2026) โดยกองทุนตัวนี้ จะติดตามการลงทุนดัชนี S&P 500 และรูปแบบการลงทุน ยังเหมาะกับกลุ่มนักลงทุนรายย่อย (6 ตุลาคม 2025) [3]

จุดประสงค์ ของการก่อตั้งกองทุน ก็เพื่อที่จะเปิดให้ กลุ่มนักลงทุนรายย่อย ได้เริ่มต้นการลงทุน และการทำกำไร อีกทั้งค่าธรรมเนียมการบริการ ยังไม่มีการเก็บอีกด้วย หลังจากการเปิดตัว เมื่อเข้าสู่ปี 2022 ก็สามารถสร้างสินทรัพย์รวมได้แล้ว และสร้างได้เป็นจำนวน 709 พันล้านดอลลาร์

อีกทั้งจอห์น ยังสร้างระบบการลงทุน แบบพาสซีฟ ซึ่งเป็นรูปแบบการลงทุน ที่เน้นเห็นคุณค่า ในส่วนของค่าธรรมเนียม ซึ่งสิ่งนี้อาจจะส่งผลกระทบ ต่อมูลค่ารวมสุทธิ ของกำไรที่แท้จริง ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนนี้ สามารถทำกำไรเพิ่มได้ สำหรับนักลงทุนรายย่อย และจอห์นได้เกษียณตัวเองออกมา เมื่อช่วงปี 1999

จอห์นคือผู้สร้างระบบ Index Fund ใช่หรือไม่?

กองทุน Vanguard 500 Index Fund Investor Shares (Index Fund) เป็นกองทุนรวมแรกของโลก ที่มีผู้ก่อตั้งคือจอห์นโบเกิล โดยหลังจากที่ก่อตั้ง กองทุนดัชนีแล้ว เขาก็เลือกที่จะ ก่อตั้งกองทุนนี้ขึ้น โดยกองทุนรวมนี้ จะเน้นเรื่องการ บริหารและจัดการกองทุน รวมถึงบริษัทที่เข้าร่วม ซึ่งบริษัทเหล่านี้

มักมีต้นทุนการลงทุนที่ต่ำ และยังมีหลายบริษัท ที่ละเว้นการเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งสิ่งนี้ตรงกับ จุดประสงค์ตั้งต้นของจอห์น ซึ่งกองทุนรวมนี้ เน้นการถือครองระยะยาว และเน้นการทำกำไร แบบมีกลไกตามตลาด เป็นกองทุนรวมที่ตอนนี้ ยังคงได้รับความนิยมอยู่

บทเรียนที่ทำให้จอห์น สร้างขึ้นเพื่อสอนคนรุ่นหลัง

1. ต้องลงทุนเท่านั้น เพราะจอห์นเชื่อว่า เราไม่สามารถร่ำรวยได้ จากการออมเงิน แต่หากเป็นการลงทุนหุ้น ที่มีทั้งความเสี่ยง และความผันผวน เมื่อผ่านการถือครองที่ยาวนาน สิ่งนั้นจะสร้างกำไรให้เห็นได้
2. เวลาคือเพื่อน จอห์นแนะนำให้ นักลงทุนเริ่มลงทุน ให้เร็วที่สุด เพราะเขาเชื่อว่า หากเริ่มต้นได้เร็ว ปริมาณผลลัพธ์ที่จะได้ มันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น และเงินจะสามารถสร้างกำไร จากตัวมันเองได้เร็วขึ้นด้วย
3. ศัตรูคือแรงกระตุ้น สิ่งนี้คือความอันตราย ของการใช้อารมณ์ และสัญชาตญาณ สิ่งที่จะทดแทนความรู้สึกกลัวได้ คือความคาดหวัง ที่ได้มีการตั้งไว้ สิ่งนี้ทำให้ภูมิคุ้มกัน ของนักลงทุนเพิ่มขึ้นได้

หากสนใจอ่านเนื้อหาทั้งหมดสามารถคลิกอ่านได้ที่ etmoney

บทสรุปเรื่อง จอห์น โบเกิล บุกเบิกเรื่องอะไร

ภาพรวม จอห์นโบเกิล บุกเบิกเรื่องอะไร เป็นผู้ก่อตั้งกองทุนดัชนี และกองทุนรวม Index Fund รายแรกของโลก ซึ่งการก่อตั้งกองทุนเหล่านี้ เพื่อเปิดโอกาสให้กับ นักลงทุนรายย่อย ได้เข้าร่วมการลงทุน โดยมีจุดประสงค์หลักๆ คือเน้นกองทุนที่มี ราคาต้นทุนต่ำ และสามารถทำกำไรได้ ในระยะยาว

ทำไมนักลงทุนระดับโลก ชื่นชอบแนวคิดของจอห์น?

คำตอบคือ เพราะทุกแนวคิดของจอห์น ผ่านบทพิสูจน์โดยตัวเขาเองมาแล้ว ตัวอย่างเช่น การลงทุนสวนทาง ในช่วงวิกฤตสงครามโลก สิ่งนี้ก็ทำให้นักลงทุน ได้เห็นถึงโอกาสในวิกฤตนั้น และเริ่มมีมุมมองใหม่ๆ เพิ่มขึ้นสำหรับ การทำกำไรจากการลงทุน ซึ่งนี่เป็นเพียง เรื่องเดียวจากทั้งหมด ของเขาเท่านั้น

นักลงทุนมือใหม่ ยึดหลักการของจอห์นได้หรือไม่

คำตอบคือ สามารถใช้ได้เลย ทั้งเรื่องแนวคิด และหลักการลงทุน เพราะจอห์นทำกำไรครั้งแรก จากต้นทุนที่ต่ำ แต่เขาก็ยังสามารถ ทำกำไรจากสิ่งนั้นได้ สิ่งที่นักลงทุนมือใหม่ ต้องปรับใช้เลยคือ การลงทุนแบบเน้นคุณค่า และการมีวิสัยทัศน์ ที่สามารถปรับมุมมอง ได้แบบตลอดเวลา

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง