การศึกษา พอร์ตนิ่ง สำหรับการลงทุนที่มั่นคง

การศึกษา พอร์ตนิ่ง

การศึกษา พอร์ตนิ่ง สำหรับการลงทุนที่มั่นคง เป็นการเรียนรู้ ทักษะการลงทุน ขั้นพื้นฐาน ที่เรียกได้ว่า เป็นการเก็บพอร์ตโฟลิโอ สิ่งเหล่านี้จำเป็น สำหรับการลงทุน อีกทั้งการเรียนรู้ ในเนื้อหานี้นั้น จะบอกถึงข้อดี ของการเรียนรู้ ที่จะรักษาสมดุล พอร์ตโฟลิโอที่นักลงทุนหลายคน ประสบความสำเร็จมาแล้ว

  • พอร์ตโฟลิโอยุคแรกและยุคสมัยใหม่
  • ช่วงเวลาและประโยชน์ของพอร์ตนิ่ง
  • ช่วงอายุที่เหมาะกับการลงทุนและรูปแบบพอร์ตที่น่าสนใจ

ทฤษฎีการสร้างพอร์ต สำหรับการลงทุน

การเรียนรู้ ทฤษฎีการรักษา พอร์ตโฟลิโอนั้น เริ่มขึ้นหลังจาก ทศวรรษที่ 1930 โดยก่อนหน้านั้น นักลงทุนหลายคน มีการใช้พอร์ตโฟลิโอแล้ว แต่การใช้งานนั้น มุ่งเน้นแค่การสะสม โมเดลการลงทุน เพื่อการสร้าง ผลกำไรจาก เงินปันผล โดยการลงทุนรูปแบบนั้น เน้นการเก็บสะสมปันผล เพื่อใช้เป็นผลกำไร

โดยทฤษฎีเหล่านั้น ปรากฏขึ้นในหนังสือของ “จอห์น เบอร์ วิลเลียมส์” เมื่อช่วงปี 1938 และหนังสือของเขามีชื่อว่า “The Theory of Investment Value” พอร์ตโฟลิโอ ในช่วงยุคแรก ยังคงเป็นการจัดเก็บข้อมูล การลงทุนทั้งหมด ไว้บนกระดานดำ และเป็นการเพิ่มข้อมูลแบบช้าๆ (25 สิงหาคม 2021) [1]

เมื่อช่วงเวลาผ่านไป ผู้ที่เริ่มวางรากฐาน ทฤษฎีเกี่ยวกับ พอร์ตโฟลิโอนั้นคือ “เบนจามิน เกรแฮม” เขาผู้นี้ใช้หลักการ วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ให้กับการลงทุนได้ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ เรียนรู้พื้นฐาน การลงทุนได้เป็นอย่างดี ทำให้หลายบริษัท เริ่มสนใจในแนวคิดของเขา

พอร์ตโฟลิโอ แบบสมัยใหม่ เป็นแบบไหน?

สำหรับพอร์ตโฟลิโอ ที่ได้รับการพัฒนา และกลายเป็นยุคสมัยแล้วนั้น มีลักษณะการทำงาน เป็นเหมือนตาชั่ง ที่ค่อยจัดการ เรื่องสมดุลของการลงทุน อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยวัดระดับ ความเสี่ยง และการทำกำไรได้ ข้อมูลการลงทุน ที่มีความเสี่ยงต่ำ ย่อมให้ผลตอบแทน ในปริมาณที่ต่ำเช่นกัน

ตัวอย่างการลงทุน SET50 มีจุดปิดวันนี้คือ 893.60 จุด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2026 จำนวน 0.53% (สืบค้นเมื่อ 29 มกราคม 2026) โดยหุ้นตัวนี้ เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งแน่นอนว่า อัตราการเติบโต ก็ค่อนข้างต่ำ ทำให้ผลตอบแทน ที่จะได้รับนั้น มีมูลค่าต่ำลงด้วย

สำหรับพอร์ตโฟลิโอสมัยใหม่ มีการทำงาน ผ่านข้อมูลกลางที่เรียกว่า “เบต้า” เป็นหน่วยประมวลผล ทั้งเรื่องความผันผวน และมีการแสดงค่าสถานะ ของสินทรัพย์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเบต้าของพอร์ตโฟลิโอ จะไปเชื่อมโยงกับ ค่าความผันผวนในตลาด เช่น หากค่าเบต้าเพิ่มขึ้น นั่นแสดงถึงค่า ความผันผวนในตลาดก็สูงขึ้นตาม

นักลงทุน เริ่มให้ความสำคัญ กับพอร์ตในช่วงไหน

สำหรับนักลงทุน ที่พึ่งเริ่มเข้าสู่ วงการนักลงทุน หลายคนอาจจะ เริ่มมีการรักษาพอร์ตแล้ว แต่ความจริงแล้วนั้น ช่วงระยะแรก ของการลงทุน นักลงทุนต้องทดลอง การลงทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ ด้านการลงทุนก่อน หากสนใจเรื่องการ รักษาสมดุลพอร์ต ควรเริ่มในระยะ ที่จะสร้างความมั่นคง

เป็นช่วงระยะ ที่เริ่มเข้าสู่การลงทุน แบบระยะยาวแล้ว เพราะถือได้ว่าเป็น การสร้างรากฐาน การลงทุน อีกทั้งช่วงระยะนี้ จะเป็นช่วงที่ดี สำหรับการสะสมพอร์ต ที่ทำกำไรดี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับนักลงทุนได้ เพราะพอร์ตของแต่ละคนนั้น ถือเป็นภาพลักษณ์แรกๆ ที่นักลงทุนคนอื่น จะเริ่มให้ความสนใจ

การศึกษา พอร์ตนิ่ง มีประโยชน์ในเรื่องใด?

การศึกษา พอร์ตนิ่ง
  • ความเสี่ยงน้อย: การลงทุนพอร์ตที่หลากหลาย จะช่วยรักษาสมดุล ของมูลค่าสินทรัพย์ได้ เพราะการลงทุนนั้น มีความเสี่ยง ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา พอร์ตนิ่งที่น่าเชื่อถือ ลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี (9 ธันวาคม 2020) [2]
  • ลดภาวะทางอารมณ์: เรียกได้ว่าเป็น ระบบจิตวิทยา และการลงทุน ที่ดีสำหรับนักลงทุน เพราะพอร์ตที่นิ่งนั้น ลดภาวะความเครียด และความวิตกกังวลได้
  • ประหยัดค่าธรรมเนียม: ทุกๆ การลงทุน เมื่อมีการซื้อขาย แน่นอนว่าจะมีค่าธรรมเนียม ซึ่งส่วนนี้นั้น ถือได้ว่าเป็นค่าใช้จ่าย แต่หากเป็นพอร์ตที่นิ่งแล้ว จะช่วยลดค่าใช้จ่าย ส่วนนี้ไปได้
  • ช่วยประหยัดเวลา: เป็นการถือครอง สินทรัพย์ในระยะยาว ที่ไม่ต้องคอยกังวล และไม่ต้องติดตาม การลงทุนตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ มีเวลากับสิ่งอื่น เพิ่มมากยิ่งขึ้น
  • จัดการความเสี่ยงได้ดี: สำหรับการซื้อขาย หรือการทดลอง พื้นที่การลงทุนใหม่ จะกลายเป็นเรื่องง่าย เพราะนักลงทุน จะไม่วิตกกังวล เมื่อหุ้นตัวนั้นๆ ขาดทุนในท้ายที่สุด เพราะมีพอร์ตนิ่งอยู่

การจัดลำดับอายุ เพื่อการลงทุนที่ดี

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 แน่นอนว่าการลงทุน เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเด็กในตอนนี้ ยังเริ่มให้ความสำคัญ กับการลงทุนแล้ว ซึ่งช่วงอายุที่เหมาะสม ที่จะเริ่มต้นการลงทุน มีดังนี้

อายุ 20-30 ปี
1. เป็นช่วงที่ต้องเริ่ม ให้ความสำคัญ กับการลงทุน เพื่อวางรากฐาน ความมั่นคง ให้กับชีวิต
2. ต้องเริ่มจัดสรรงบประมาณ ในการลงทุน โดยแบ่งเงิน 70-80% ไว้สำหรับการลงทุน แบบระยะยาว
3. เป็นช่วงแรก ที่ต้องมีการกระจายพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยง สำหรับการลงทุน

อายุ 40-50 ปี
1. เริ่มต้นการตั้งเป้าหมาย ให้กับการลงทุน อีกทั้งเป้าหมายเหล่านั้น ต้องเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน
2. การจัดการพอร์ต ต้องมีการแบ่งสัดส่วน หุ้น 60% และสินทรัพย์อื่นๆ อีก 40% ที่มีความเสี่ยงต่ำ
3. ต้องเริ่มให้ความสนใจ ในการลงทุนพันธบัตร เพราะการถือครองสิ่งเหล่านี้ สร้างผลตอบแทนได้

ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป
1. จากเป้าหมายที่ชัดเจน ต้องเปลี่ยนเป็น การวางแบบแผน รับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
2. จัดสรรการลงทุนใหม่ โดยให้ความสำคัญ เรื่องหุ้นเหลือเพียง 40% และเริ่มลงทุนพันธบัตร 60%
3. การจัดสรร การลงทุนที่เปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้จะลด ความผันผวนทางการเงินได้

ที่มา: Balanced Portfolio (1 มกราคม 2026) [3]

พอร์ตแบบไหน ที่ได้รับความสนใจ มากที่สุด

สำหรับการลงทุน ที่เพิ่มโอกาส ในการทำกำไร ให้กับกลุ่มนักลงทุน นั้นคือการลงทุน แบบการกระจายความเสี่ยง ซึ่งการกระจายความเสี่ยงนี้ ต้องมีการแบ่งเป็น 60:40 แนวคิดนี้ ได้รับความนิยมสูง ในวงการนักลงทุน เป็นการลงทุน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทาง และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร

หากสนใจอ่านทั้งหมดนี้คลิก kiwiinvestorblog

การศึกษา พอร์ตนิ่ง ในเนื้อหาท้ายสุด

บทสรุป การศึกษา พอร์ตนิ่ง เป็นแนวทางที่นักลงทุน ทำกันมากที่สุด ในตอนนี้ เพราะเป็นการรักษา มูลค่าสินทรัพย์ และยังเป็นการป้องกัน ความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นฐานการลงทุน สำหรับนักลงทุน ที่มุ่งเน้นการทำกำไร แบบระยะยาว โดยการลงทุนนั้น เน้นการรักษา ผลกำไรที่จะได้รับ

ผู้อ่านได้รับสิ่งไหน จากบทความนี้?

คำตอบคือ ได้รับข้อมูลใหม่ เกี่ยวกับการเรียนรู้ เรื่องการรักษาพอร์ตนิ่ง สำหรับการลงทุน ทั้งการลงทุนหุ้น 60% และการถือครอง สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำอีก 40% สิ่งเหล่านี้ทำให้ ลดความเสี่ยง ในการลงทุนได้ อีกทั้งกลุ่มนักลงทุน ที่ควรมีการ ศึกษาพอร์ตนิ่งนี้ คือกลุ่มนักลงทุน ที่มุ่งเน้นการลงทุน ระยะยาวอีกแล้วด้วย

ทำไมนักลงทุน ช่วงอายุ 60 ต้องเน้นรักษาพอร์ต?

เพราะช่วงอายุ 60 ปี เรียกได้ว่าเป็นช่วง ของวัยเกษียณแล้ว ไม่มีความพร้อม ที่จะเผชิญกับความเสี่ยง จากปัจจัยต่างๆ มากนัก กลุ่มนักลงทุนกลุ่มนี้ มักจะเน้นการถือครอง เพื่อการทำกำไรแบบต่อเนื่อง แต่ไม่มีความเสี่ยง เป็นเหมือนการสร้าง รากฐานให้กับ รุ่นต่อไป ที่จะเข้ามาจัดการแทน

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง