วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชอบการลงทุนใด ไขความลับของผู้ยิ่งใหญ่

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชอบการลงทุนใด

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชอบการลงทุนใด ไขความลับของผู้ยิ่งใหญ่ คำตอบคือ ชื่นชอบการลงทุน แบบเน้นเห็นคุณค่า ซึ่งการลงทุนประเภทนี้ เป็นการลงทุนสำหรับ มืออาชีพ ที่ต้องมีการศึกษา และมีความสนใจ ในสินทรัพย์นั้นๆ อย่างถ่องแท้ ซึ่งวอร์เรนเอง ก็มีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่

  • ประวัติและรูปแบบการลงทุนหลัก
  • สไตล์การลงทุนและพอร์ตของวอร์เรนในปี 2026
  • บทเรียนและสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำ

ประวัติ Warren Buffett

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีชื่อเต็มว่า วอร์เรน เอดเวิร์ด บัฟเฟตต์ เกิดวันที่ 30 สิงหาคม ปี 1930 เป็นถึง CEO ของบริษัทที่ชื่อว่า “Berkshire Hathaway Inc.” ได้รับฉายา ในวงการนักลงทุนคือ “ ปราชญ์แห่งโอมาฮา” อีกทั้งยังได้รับ การยกย่องให้เป็น นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ สูงที่สุดในโลกด้วย

ซึ่งตอนนี้มีรายการ ทรัพย์สินรวมทั้งหมด 141.4 พันล้าน USD (สืบค้นเมื่อ 7 เมษายน 2026) และในปี 2026 ถูกจัดอันดับให้เป็น บุคคลร่ำรวยมากที่สุด เป็นอันดับที่ 9 โดยชีวิตในวัยเด็ก วอร์เรนเกิดที่เมืองโอมาฮา เป็นลูกคนกลาง โดยมีพ่อเป็นผู้แทนสภา และมีชื่อว่า “ฮาเวิร์ด บัฟเฟตต์” เข้าเรียนมหาลัยครั้งแรกเมื่อปี 1947

วอร์เรนชื่นชอบ การลงทุนเป็นอย่างมาก โดยเริ่มต้นซื้อหุ้น เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 11 ขวบเท่านั้น แต่นี่ไม่ได้เป็น การลงทุนแรกของเขา ซึ่งเขาเริ่มลงทุนตั้งแต่ 7 ขวบ และได้รับแรงบันดาลใจ จากหนังสือที่ชื่อว่า “One Thousand Ways to Make $1000” ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ทำให้วอร์เรน ได้เริ่มทำธุรกิจในช่วงวัยนั้นเลย

ที่มา: วอร์เรนบัฟเฟตต์ (2 กุมภาพันธ์ 2026) [1]

Value Investing คือรูปแบบการลงทุนอะไร?

Value Investing คือการลงทุน แบบเน้นคุณค่า ซึ่งเป็นรูปแบบการลงทุนหลัก ที่วอร์เรนเลือกใช้ ซึ่งการลงทุนประเภทนี้ เป็นการทำกำไร จากการซื้อหุ้น ที่มีราคาต่ำกว่าตลาด และต้องมีมูลค่ารวม น้อยกว่ามูลค่าที่แท้จริง โดยสิ่งที่ทำให้ นักลงทุนซื้อหุ้นเหล่านี้ คือการรอจังหวะ การฟื้นตัวของหุ้นดังกล่าว

ซึ่งหลักการเข้าซื้อ ต้องมีการประเมิน ราคาตลาด และราคาพื้นฐานของธุรกิจ เพื่อที่จะได้รู้ถึง มูลค่าที่แท้จริง โดยอาศัยการวิเคราะห์ ที่ต้องมีการทำงานแบบรอบคอบ สิ่งนี้เพิ่มโอกาส ในการลงทุนได้ ผู้ที่เริ่มแนวคิดการลงทุนนี้คือ “เบนจามิน เกรแฮม” และวอร์เรนเอง ก็ยอมรับในแนวคิดนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2026) [2]

สไตล์การลงทุน ของวอร์เรนเป็นแบบไหน?

1. ใช้การวิเคราะห์ ในมุมมองของ การเป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งมุมมองนี้ จะสามารถวิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ ได้แบบภาพรวม และมีอาณาเขตที่กว้างมากขึ้น
2. จงเลือกหุ้นที่มี มูลค่าที่แท้จริง สูงกว่าราคาขายในตลาด การลงทุนแบบนี้ ลดความเสี่ยงลงได้ อีกทั้งยังสามารถ คาดหวังการทำผลกำไร ในอนาคตได้อีกด้วย
3. ตั้งเป้าหมาย การลงทุน ให้ชัดเจนอยู่เสมอ สิ่งนี้ช่วยให้ การวางแผนการลงทุน เป็นสิ่งที่ทำง่ายขึ้น และยังสามารถประเมิน คุณสมบัติส่วนอื่นๆ ได้แบบรอบคอบมากยิ่งขึ้น
4. เลือกสิ่งที่ได้เปรียบ คู่แข่งก่อนเสมอ ทั้งเรื่องโครงสร้างบริษัท ศักยภาพการทำงาน บริษัทที่มีสิ่งพิเศษ ที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ สิ่งนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบ ทางด้านการทำกำไร
5. ต้องไม่มีการซื้อขายหุ้น ตามอารมณ์เด็ดขาด แต่ให้เน้นเรื่องการถือครองหุ้น แบบการสะสมระยะยาว สิ่งนี้เพิ่มความปลอดภัย และยังยั่งยืนในระยะยาวได้

เปิดพอร์ตปี 2026 การลงทุนใดที่วอร์เรนเลือก?

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชอบการลงทุนใด

5 อันดับการลงทุน ที่ครองสัดส่วนพอร์ต ได้มากที่สุดมีดังนี้

  • Apple Inc.: ตอนนี้ถือครองหุ้นอยู่ทั้งหมด 62.0 พันล้านดอลลาร์ โดยกินสัดส่วนพอร์ตไป 22.6% หุ้นตัวนี้จัดเป็นหุ้นเทคโนโลยี ที่วอร์เรนกล่าวว่า มีศักยภาพแข็งแกร่งมาก ทั้งเรื่องการสร้างระบบนิเวศ และเรื่องของผลิตภัณฑ์
  • American Express Co.: มูลค่ารวมการถือครองคือ 56.1 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 20.5% ของพอร์ตทั้งหมด ซึ่งหุ้นตัวนี้คือ หุ้นที่บริการทางด้านการเงิน อีกทั้งยังเป็นหุ้น ที่วอร์เรนถือครอง มายาวนานที่สุด
  • Bank of America Corp.: สัดส่วนมูลค่ารวมคือ 28.5 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 10.4% ของพอร์ตทั้งหมด เป็นกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ทำเกี่ยวกับการเงิน วอร์เรนเริ่มถือครองหุ้นตัวนี้ ตั้งแต่ปี 2011 อีกทั้งหุ้นตัวนี้ ยังเป็นหุ้นหลัก ที่วอร์เรนเลือกที่ครอง
  • Coca‑Cola Co.: ถือครองอยู่ทั้งหมด 28.0 พันล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 10.2% ของพอร์ต เป็นอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นอุตสาหกรรม ที่ทั่วโลกยังคง ให้การตอบรับเป็นอย่างดี
  • Chevron Corp.: หุ้นน้องใหญ่ ที่ตอนนี้ถือครองอยู่ 19.8 พันล้านดอลลาร์ หรือ 7.2% ของสัดส่วนพอร์ต เป็นกลุ่มหุ้นพลังงาน ที่วอร์เรนเลือก เป็นเพราะช่วยลด ความผันผวนของหุ้นตัวอื่นๆ ภายในพอร์ตได้

ที่มา: Nearly 65% of Warren Buffett’s (2026) [3]

บทเรียนที่ทำให้ วอร์เรนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่

1. อย่าลงทุนถ้ายังไม่เข้าใจมัน ซึ่งความเข้าใจในที่นี้ หมายถึงเข้าใจในสินทรัพย์นั้นๆ อย่างถ่องแท้ สิ่งนี้ช่วยให้นักลงทุน เลือกการลงทุนได้แบบฉลาด และสามารถทำกำไร จากการลงทุนนั้นได้
2. มองหาโอกาสในความกลัว จากนักลงทุนคนอื่น การลงทุนที่ดี คือการหาโอกาส จากวิกฤตที่เกิดขึ้น ในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีความกลัว และความโลภเป็นตัวกำหนด จงหากำไรจากความกลัว ที่คนอื่นมี
3. อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย วอร์เรนใช้เงินไปกับ ค่าอาหารช่วงเช้าเพียง 3 ดอลลาร์กับอีก 17 เซนต์เท่านั้น และไม่มีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะเขาจะใช้เงิน เมื่อมูลค่าเงินสูงขึ้นเท่านั้น

หากสนใจอ่านรายละเอียดทั้งหมดนี้คลิกอ่านได้ที่ etmoney

สัดส่วนการลงทุน ที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง?

การลงทุนแบบ 90/10 ถือเป็นสไตล์เอกลักษณ์ ของวอร์เรนก็ว่าได้ ซึ่งการลงทุนใน 90% ให้เลือกลงทุนกับ กลุ่มดัชนีหุ้น ที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำ เพราะดัชนีหุ้น ที่มีค่าธรรมเนียมสูง ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ จะส่งผลกระทบ ต่อผลกำไรในระยะยาว และค่าธรรมเนียมเหล่านั้น จะทำให้กำไรที่แท้จริง ลดลงได้

สำหรับการลงทุน 10% ให้เลือกลงทุนกับ พันธบัตรรัฐบาล แบบระยะสั้น เพราะมีดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้งค่าความผันผวน ที่มีโอกาสเกิดขึ้นนั้น ยังมีสัดส่วนที่น้อย การลงทุนแบบนี้ เหมาะกับการสร้าง เงินฉุกเฉินที่จะสามารถ เพิ่มสภาพคล่องให้กับพอร์ตได้

ข้อสรุป วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชอบการลงทุนใด

ภาพรวม วอร์เรนบัฟเฟตต์ ชอบการลงทุนใด คำตอบคือ ชอบการลงทุนเน้นคุณค่า แต่บริษัทที่เข้าร่วม ต้องมีความแข็งแกร่ง ทั้งเรื่องโครงสร้าง โมเดลธุรกิจ และการสร้างผลตอบแทน กลุ่มการลงทุนที่เด่นๆ จะเห็นได้ว่า เป็นการลงทุนเทคโนโลยี การเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีผลตอบแทนสม่ำเสมอ

มือใหม่ควรลงทุน ตามวอร์เรนหรือไม่?

คำตอบคือ ลงทุนตามได้ แต่ต้องมีการศึกษาข้อมูล และมองหาความต้องการ ของตัวเองเป็นหลัก การลงทุนแบบวอร์เรน เหมาะกับคนที่ มีทุนและสำรองสูงอยู่พอสมควร แต่กฎการลงทุนแบบ 90/10 นักลงทุนมือใหม่ สามารถปรับใช้ได้ อีกทั้งบทเรียนที่วอร์เรนให้ ก็เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่

สไตล์การลงทุนของวอร์เรน เหมาะกับตอนนี้ไหม?

คำตอบคือ ยังเหมาะสม ในบางกรณีศึกษา เช่น เน้นการลงทุน ที่ทำความเข้าใจแล้ว แต่การลงทุนแบบ มีการปรับแบบแผน ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้ ยังสามารถเอาชนะ ความผันผวนที่เกิดขึ้น ในตอนนี้ได้ อีกทั้งหลักการคิด ของวอร์เรนนั้น ยังสามารถปรับใช้ กับแผนการลงทุน ได้อีกหลายรูปแบบ

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง