สงคราม จะเปลี่ยนรูปแบบ การลงทุนหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้

สงคราม จะเปลี่ยนรูปแบบ การลงทุนหรือไม่

สงคราม จะเปลี่ยนรูปแบบ การลงทุนหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ คำตอบคือ เปลี่ยนวิธีการลงทุนอย่างชัดเจน แต่ในที่นี้คือ อาจจะมีทั้งการทำกำไร และการปรับพอร์ต การลงทุนเพื่อ กระจายความเสี่ยง ในภาวะสงคราม เป็นเพราะสถานการณ์รูปแบบนี้ ส่งผลกระทบ ต่อค่าความผันผวน ในตลาดการลงทุนอย่างชัดเจน

  • ไทม์ไลน์สงครามและการทำกำไรจากสงคราม
  • ความเสี่ยงและรูปแบบการลงทุนที่เปลี่ยนไป
  • ผลกระทบโดยตรงและการลงทุนที่ปลอดภัย

ไทม์ไลน์สงคราม ที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุน

ไทม์ไลน์ทั้งหมดนี้ เป็นไทม์ไลน์ที่มีความเกี่ยวข้อง กับวิกฤตเศรษฐกิจ และการลงทุนทั้งสิ้น โดยเนื้อหาจะอิงการใช้ คริสต์ศักราช (ค.ศ.) ทั้งหมด

  • ปี 1914: การค้นพบทองคำ ครั้งใหญ่ในพื้นที่ แคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 1848 ทำให้หลายประเทศ เริ่มต้นแข่งขัน การหาเส้นทางเรือ เพื่อไปยังจุดหลาย โดยสหรัฐกลายเป็นแนวหน้า ในการเดินกำลังทัพ
  • ปี 1915: ช่วงระหว่างวันที่ 1 เมษายน-31 พฤษภาคม เป็นการทำสงคราม ที่มีการหยิบอาวุธเคมี ออกมาใช้เป็นครั้งแรกของโลก สิ่งนี้ก่อให้เกิด ความเสียหายแบบวงกว้าง และทำให้เศรษฐกิจ เกิดความวุ่นวาย
  • ปี 1917: อิสรภาพที่ผู้หญิง ได้รับจากการทำ สงครามโลกครั้งที่ 1 โดยในช่วงแรก ได้มีการอนุญาต ให้เพศหญิงทำงาน และร่วมรบได้ ในช่วงเวลาต่อมา ได้มีการเปิดให้ ผู้หญิงได้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ร่วมด้วย
  • ปี 1919: วิกฤตใหญ่ที่สุด เป็นผลกระทบ จากสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเกิดวิกฤต การกีดกันการค้าขาย อีกทั้งยังมีการ จำกัดการนำเข้าสินค้า และจุดนี้เองทำให้ เศรษฐกิจเริ่มซบเซาลง อย่างเห็นได้ชัด

ที่มา: Essential Events Between (21 ตุลาคม 2022) [1]

สงครามคือโอกาส สิ่งนี้จริงหรือไม่?

สงครามคือโอกาส สิ่งนี้เป็นเรื่องจริง ที่เคยมีประวัติ ความสำเร็จของ “Warren Buffett” เป็นเครื่องการันตีมาแล้ว โดยในช่วงปี 2014 ที่มีสงครามระหว่าง รัสเซีย-ยูเครน โดยคำกล่าวของเขานั้น คือการเลือกลงทุน ในสินทรัพย์ในบางประเภท ที่มีโอกาสทำกำไร เพราะหากมีสงคราม ค่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น และคุณค่าของเงิน

จะลดลงในท้ายที่สุด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง อีกทั้งการลงทุน ที่เห็นผลได้มากที่สุด ในภาวะสงคราม คือเลือกลงทุนแบบ DCA หรือเป็นการลงทุน ที่เน้นความสม่ำเสมอ สิ่งนี้ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ อีกทั้งในมุมมอง ของนักลงทุนส่วนใหญ่ มองว่าการจับจังหวะ การลงทุนช่วงสงคราม สามารถทำกำไรได้ (10 มีนาคม 2026) [2]

เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ เริ่มมีความหวาดกลัว เกี่ยวกับความผันผวน หรือภาวะเงินเฟ้อ ที่อาจจะสูงขึ้น จุดนี้เองที่นักลงทุนส่วนใหญ่ เลือกที่จะขายหุ้น หรือสินทรัพย์ที่ถืออยู่ โอกาสนี้เอง เป็นช่วงจังหวะทำกำไร จากมูลค่าราคาขาย ที่ต่ำกว่าราคาที่แท้จริง และมีโอกาสทำกำไร ในช่วงที่สถานการณ์ฟื้นตัว

ความเสี่ยง ที่อาจจะเกิดขึ้น มีอะไรบ้าง?

1. ความเสี่ยงจาก ความตื่นตระหนก ของกลุ่มนักลงทุน สิ่งนี้อาจจะทำให้ มูลค่าหุ้นดิ่งลง อย่างรวดเร็ว และยิ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยง ที่จะขาดทุนในสินทรัพย์นั้นๆ
2. เสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิต ที่มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นพลังงาน หรือการขนส่งระหว่างประเทศ สิ่งนี้อาจจะทำให้ การลงทุนขาดทุนได้ เมื่อสงครามยืดเยื้อ
3. ความเสี่ยง ในเรื่องของ ห่วงโซ่อุปทาน แบบที่กำลังเกิดขึ้น ระหว่างสงคราม สหรัฐ-อิหร่าน สิ่งนี้ทำให้หลายประเทศ ได้รับความเดือดร้อน จากราคาน้ำมัน ซึ่งราคาน้ำมันวันนี้ ของประเทศไทยอยู่ที่ สำหรับปั๊ม ปตท. ดีเซลมีราคา 31.14 บาท (สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2026)

หากมีสงคราม การลงทุนจะเป็นแบบไหน?

สงคราม จะเปลี่ยนรูปแบบ การลงทุนหรือไม่

ตลาดหลักทรัพย์ เริ่มมีความสั่นคลอน จากค่าความผันผวน ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เองทำให้ อาจจะเกิดเหตุการณ์ การเทขายหุ้นอย่างรุนแรง และมูลค่าหุ้น ที่ได้รับผลกระทบ อาจจะดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่แล้ว นักลงทุนจะเลือกลงทุน ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และมีโอกาสเพิ่มผลกำไร ในช่วงวิกฤตนี้

แต่หากมองแบบภาพรวม สถานการณ์สงคราม ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ได้ส่งผลต่อตลาด การลงทุนมากเท่าไหร่นัก เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ เน้นการลงทุนแบบ ใช้กลยุทธ์ รวมไปถึงนักเทรด ก็จะเลือกใช้ กลยุทธ์ การเทรดหุ้น เช่นเดียวกัน ในสถานการณ์แบบนี้ เป็นการจัดการพอร์ต แทนการเทขาย

สำหรับปฏิกิริยา ที่โดดเด่น ที่เคยเกิดขึ้นนั้น หากเป็นวิกฤต ที่เกี่ยวกับ ภูมิรัฐศาสตร์ จะเห็นได้ว่าดัชนี S&P 500 มีเปอร์เซ็นต์ลดลง 4.6% หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ แต่กลับฟื้นฟูได้ โดยใช้เวลาเพียง 5-6 สัปดาห์ หลังผ่านเหตุการณ์เหล่านั้น (3 มีนาคม 2026) [3] ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึง ความยืดหยุ่น ของตลาดหลักทรัพย์

ผลกระทบที่ใหญ่ที่สุด ที่นักลงทุนต้องเจอคืออะไร?

1. มูลค่าหุ้นดิ่งลง อย่างรวดเร็วและน่าตกใจ สิ่งนี้อาจจะทำให้ การขายออกหุ้น ตัวดังกล่าวทำได้ยากมากขึ้น เพราะขาดกำลังซื้อ
2. ผลกระทบทางราคา สินค้าอุปโภคบริโภค ที่เพิ่มสูงขึ้น จนน่าตกใจ เช่น ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซหุงต้ม และสินค้าจำเป็นหลายประเภท
3. การเติบโต ของระบบเศรษฐกิจ ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ส่งผลกระทบต่อค่า GDP ของประเทศ โดยการฟื้นฟู อาจจะใช้เวลานาน เพราะต้องดูสถานการณ์ ในประเทศอื่นๆ ด้วย
4. ค่าความผันผวน ส่งผลต่อราคาหุ้น และสินทรัพย์ประเภทใหม่ ที่กำลังเริ่มเข้าสู่ตลาด สิ่งนี้อาจจะทำให้ เกิดเหตุการณ์ ล้มละลายได้ หากไม่มีเงินสำรอง หรือโครงสร้างบริษัทที่มั่นคง

วิธีการเอาตัวรอด ที่นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกใช้

  • ลงทุนทองคำ: เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ที่นักลงทุนเลือก และเป็นสินทรัพย์เดียว ที่สร้างมูลค่าได้ ในช่วงสงคราม อีกทั้งยังช่วย ป้องกันเงินทุน และยังมีโอกาส ฟื้นตัวสูงที่สุด หลังจากเหตุการณ์สงบ
  • ลงทุนสินค้าพลังงาน: การทำสงคราม แน่นอนว่า กลุ่มสินค้าด้านพลังงาน เป็นสินค้าประเภทแรก ที่มักจะได้รับผลกระทบ การลงทุนล่วงหน้า ก่อนการทำสงคราม เป็นจุดที่ทำกำไร ได้มากที่สุด

หากสนใจอ่านรายละเอียดทั้งหมดนี้คลิก stocksdownunder

บทสรุป สงคราม จะเปลี่ยนรูปแบบ การลงทุนหรือไม่

ข้อสรุป สงครามจะเปลี่ยนรูปแบบ การลงทุนหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้เปลี่ยนแบบ 100% แต่เป็นการจัดการ รูปแบบการลงทุนใหม่ เพื่อป้องกันสินทรัพย์อื่นๆ และเงินทุนที่อยู่ในความเสี่ยง โดยจะเห็นได้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ ได้มีการใช้กลยุทธ์ การปรับพอร์ตเข้าช่วย รูปแบบการลงทุน จึงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

การทำสงคราม หยุดการเติบโตของเศรษฐกิจได้ยังไง?

คำตอบคือ เป็นห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้น สาเหตุเป็นเพราะ เมื่อมีการทำสงคราม ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมไปถึงการเดินทาง จะมีการปรับราคาสูงขึ้น สิ่งนี้ทำให้การเดินทาง หรือการท่องเที่ยว ต้องหยุดชะงัก หรือชะลอตัวลง สิ่งนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อเศรษฐกิจ ของประเทศอื่นอย่างแน่นอน

สงครามไม่ได้น่ากลัว สำหรับการลงทุนจริงหรือไม่?

คำตอบคือ เป็นเรื่องจริง ในกรณีที่มีการวางแผน และการเตรียมพร้อม สำหรับการรับมือ การทำสงคราม ไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อการลงทุนโดยตรง แต่เป็นเพียงการสร้าง ความผันผวนของตลาด ซึ่งหากมีการวางแผน การรับมือมาแล้วนั้น การทำสงคราม ก็จะไม่ส่งผลกระทบ ต่อการลงทุนแต่อย่างใด

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง