เทคนิค ตะกร้อลอดห่วง กีฬาที่ใช้ท่วงท่าในการเอาชนะ

เทคนิค ตะกร้อลอดห่วง

เทคนิค ตะกร้อลอดห่วง กีฬาที่ใช้ท่วงท่าในการเอาชนะ เป็นกีฬาท้องถิ่นของไทย ที่ได้มีการดัดแปลง มาจากการเล่น ตะกร้อแบบธรรมดา กีฬาชนิดนี้ มีความสวยงาม ของลีลาท่วงท่า ในการทำคะแนน เป็นกีฬาที่มีความนิยม ในกลุ่มคนหลากหลาย และยังมีการจัดแข่งขัน ทั้งในประเทศ และนอกประเทศอีกด้วย

  • ประวัติตะกร้อลอดห่วง
  • อุปกรณ์และการให้คะแนนตะกร้อลอดห่วง
  • เทคนิคและการเตรียมตัวก่อนแข่ง

ที่มาของตะกร้อลอดห่วง เกิดขึ้นได้ยังไง

สำหรับกีฬาตะกร้อนั้น เป็นกีฬาที่อยู่คู่กับคนไทย มาเป็นเวลานาน โดยมีเริ่มมาตั้งแต่ ในสมัยอดีต และได้มีการพัฒนาตะกร้อ เพิ่มรูปแบบวิธีการเล่น ไปในแบบต่างๆ เช่น ตะกร้อเตะวง ตะกร้อชิงธง และชนิดอื่นๆ อีกมากมาย แต่สำหรับตะกร้อลอดห่วง อยู่คู่กับคนไทยมาเป็นเวลา 90 ปี ซึ่งถือว่ายาวนานมาก

หลักฐานการพบ กีฬาตะกร้อลอดห่วง มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570-2572 โดยการเริ่มเผยแพร่ กีฬาชนิดนี้มาจาก “หลวงสังข์ บูรณะศิริ” ท่านเป็นบุคคล ที่ได้เริ่มนำตะกร้อลอดห่วง มาเป็นการแข่งขัน และการแข่งขันแรก ได้เกิดขึ้นในจังหวัดกรุงเทพ โดยกติกาเริ่มแรก จะเป็นการให้เตะตะกร้อ ลงห่วงด้วยท่าต่างๆ

โดยการคิดคะแนน ในสมัยนั้น คิดจากลูกตะกร้อที่ลงห่วง โดยสมัยนั้นยังไม่มี การกำหนดท่าทาง แต่การเตะตะกร้อแต่ละลูก ผู้เล่นต้องเป็นคนคิด ท่าทางการเตะ ให้ออกมาสวยงามเอง และได้มีการจัดแข่งขัน ในรูปแบบการแข่ง ที่ให้ทีมจังหวัดอื่นเข้าร่วม เริ่มมีในปี พ.ศ. 2474 จัดขึ้นโดย ทีมกีฬาสยาม

ที่มา: ตะกร้อลอดห่วง กีฬาลูกหวายไทย [1]

อุปกรณ์ และการกำหนดพื้นที่ของการแข่ง

สำหรับอุปกรณ์ ที่ใช้ในการแข่ง หลักๆ ที่จะต้องมีเลยคือ ลูกตะกร้อ ห่วง และตัวสนามการแข่ง โดยสนามการแข่งนั้นต้องมีความกว้าง และความยาว วัดโดยรอบต้องมีขนาด 18 เมตร และเว้นระยะสูงขึ้นจากพื้น 8 เมตร โดยความกว้างรวมความยาว ภายใน 1 สนามต้องมีจุดศูนย์กลาง วางค่าวัดได้ที่ 16 เมตร

ลูกตะกร้อ สามารถใช้ลูกตะกร้อทั่วไป ที่ใช้ในการแข่งขันอื่นๆ สามารถนำมาใช้ได้ ไม่จำกัดลักษณะ ลูกตะกร้อที่แน่ชัด เพราะการจัดการแข่งขัน มีหลากหลายรูปแบบ แล้วแต่สถานที่จัด และต้องมีห่วง ที่จะอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง ของทั้งสนาม ห่วงนี้จะใช้เป็น ห่วงรับตะกร้อเพื่อทำคะแนน

โดยมีการกำหนด ให้ห่วงต้องมี วงกลมเล็กขนาดใหญ่กว่าลูกตะกร้อ 3 ห่วง และขนาดห่วงต้องเท่ากัน คือวัดเส้นผ่าศูนย์กลางแล้ว ต้องมีระยะห่าง 40 เซนติเมตร โดยลักษณะของห่วง จะทำขึ้นมาจากโลหะ เพื่อเพิ่มความแข็งแรง วงกลม 3 วงนี้ต้องมัดติดกัน โดยหันทิศทางไปคนละด้าน และมีตาข่ายมันติด ห้อยลงมาเหมือนถุง

ที่มา: ตะกร้อลอดห่วง – ตะกร้อลอดบ่วง [2]

แบบการให้คะแนน สำหรับการแข่งขัน

การให้คะแนนท่วงท่า จะแตกต่างกันไป เราจะมาบอก การนับคะแนน ของกลุ่มสมาคม กีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการให้คะแนน ที่เป็นค่ามาตรฐานกลาง มีดังนี้

8 ท่าบังคับ

  • การใช้หน้าเท่า = 3
  • การใช้หลังเท้า =15
  • การใช้หลังเท้า แล้วลูกไขว้ = 25
  • การใช้ไหล่ = 12
  • การใช้หัวโหม่ง = 10
  • การใช้เข่า = 6
  • การใช้หน้าแข้ง = 6
  • การใช้ขาไขว้เตะลูกด้วยเข่า = 20

ท่าข้างรวม 11 ท่า

  • เตะจากด้านข้าง = 6
  • ทำมือรูปห่วงเตะลอด = 12
  • ทำท่าขาไหว้คู่เตะ = 10
  • ทำท่ากระโดดทำมือเป็นห่วง = 15
  • ใช้ส้นเท้าเตะ = 15
  • ทำมือเป็นห่วงใช้ส้นเท้าเตะ = 25
  • ท่าการตัดไขว้ = 20
  • กระโดดท่าพับเพียบเตะ = 8
  • ทำท่าพับเพียบและทำห่วงมือ = 15
  • ทำท่าขึ้นม้า = 8
  • ทำท่าม้าพร้อมกับห่วงมือ = 15

รวมเตะด้านหลัง 11 ท่า

  • ใช้ข้อศอก = 10
  • การใช้ข้างหลัง = 15
  • เตะจากข้างหลังพร้อมทำห่วงมือ = 20
  • การตบแบบธรรมดา = 15
  • การตบหลังบ่วงของมือ = 20
  • ใช้ส้นเท้ากระแทกจากด้านหลัง = 20
  • ใช้ส้นเท้าหลังพร้อมทำห่วงมือ = 25
  • แปลูกจากเท้าด้านหลัง = 20
  • กระโดดใช้สองเท้าหลังเตะ = 20
  • พับพักตะกร้อแล้วกระโดดตบ = 20
  • การพับหลังพร้อมทำห่วงมือ = 30

เทคนิค ตะกร้อลอดห่วง ทำยังไงให้สามารถชนะได้

เทคนิค ตะกร้อลอดห่วง

สำหรับการแข่งขัน ผู้เล่นในสนามทีมละไม่เกิน 7 คน จะต้องยืนล้อมวง เป็นรูปแบบทรงกลม ยืนล้อมห่วงไว้ และเมื่อเริ่มแข่งขัน ผู้เล่นจะต้องโยนตะกร้อ ให้เพื่อนภายในทีม และทำท่าทางต่างๆ เพื่อให้ลูกตะกร้อ ลงไปยังห่วง ที่ถูกแขวนอยู่ในสนาม และเมื่อลงห่วง ห่วงที่แขวนอยู่จะถูก ปล่อยลงมาเพื่อให้ ผู้เล่นหยิบลูกตะกร้อ [3]

โดยจะมีกรรมการนับคะแนน และคอยให้คะแนน ท่าทางต่างๆ อยู่ด้านข้างของสนาม โดยการแข่งขันใน 1 เซต จะใช้เวลาการแข่ง 40 นาที เมื่อครบเวลา ผู้เล่นทั้งหมดต้องทำความเคารพ และนั่งพักเพื่อรอ ทีมถัดไปแข่ง โดยเทคนิคการเอาชนะ ของแต่ละทีมแตกต่างกันไป

เทคนิคการเอาชนะคือ เราต้องฝึกฝน กับผู้เล่นคนอื่นจนชำนาญ เหมือนการเล่น ลูกข่าง และต้องเลือกใช้ท่าทาง ที่มีเกณฑ์การให้คะแนนสูง ถึงจะเก็บแต้มสะสมได้มาก ต้องหมั่นฝึกทำท่า เพราะแต่ละท่า หากเป็นคนธรรมดา ไม่สามารถเตะได้ ต้องเป็นนักกีฬาที่ฝึก และมีการซ้อมมาเป็นอย่างดี ควรกำหนดท่าทาง ที่จะใช้ในการแข่ง

การเตรียมตัวของผู้เล่น ก่อนการแข่งขัน

1. การอบอุ่นร่างกาย: ก่อนการแข่งขัน ต้องมีการวอร์มอัพ เพื่อให้ร่างกายมีเหงื่อ และทำให้ร่างกาย มีความยืดหยุ่น เพื่อลดอาการบาดเจ็บ ของกล้ามเนื้อ

2. ต้องเตรียมร่างกาย: โดยการเตรียมร่างกาย จะหมายถึง การเช็คเรื่องของสุขภาพ อาการบาดเจ็บ ระหว่างการฝึกซ้อม และตรวจเช็คความพร้อม ก่อนการแข่งขัน

3. เตรียมอุปกรณ์: การเตรียมรองเท้า ที่จะใช้ในการแข่ง จำเป็นต้องเป็น รองเท้าที่ไม่ชำรุด และมีกาวยึดเกาะพื้น เพื่อเพิ่มการทรงตัว

4. จัดวางรูปแบบ: เป็นขั้นตอนก่อนลงสนาม ที่จะต้องวางแผน กลยุทธ์การเอาชนะ การเรียงลำดับท่า ที่จะใช้แข่ง เพื่อการสะสมคะแนน

ประเทศไทย เคยคว้าเหรียญทองมาแล้ว

กีฬาตะกร้อลอดห่วง ได้มีการบรรจุ ในกีฬาซีเกมส์ของปี 2552 โดยเป็นกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 จัดขึ้นที่ประเทศลาว ทีมชาติได้ และเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ กับทีมพม่า โดยในสมัยนั้น มีการนำทีมจากไทย เข้าร่วมศึกครั้งนี้ เป็นการเข้าชิง ของกลุ่มประเภทชาย และผลการแข่งขัน ทีมไทยชนะไป และได้รับเหรียญทอง

หากต้องการอ่านเรื่องการชิงเหรียญทองตะกร้อลอดห่วงเพิ่มเติมคลิก sanook

กล่าวโดยสรุป เทคนิค ตะกร้อลอดห่วง

กล่าวโดยสรุป เทคนิค ตะกร้อลอดห่วง ต้องมีการฝึกฝนเป็นเวลานาน เพราะกีฬาชนิดนี้ มีทั้งเรื่อง ท่าทาง และการวางกลยุทธ์ การเอาชนะทีมคู่แข่ง เป็นกีฬาที่ต้องใช้ทักษะ และใช้ความมืออาชีพสูง เพราะแต่ละท่า ที่ใช้ในการเตะ จะมีการให้คะแนน ที่แตกต่างกันไป เป็นกีฬาที่สนุก และได้ฝึกทักษะที่ดี

ใครเป็นคนเริ่มคิด การเล่นตะกร้อลอดห่วง

สำหรับแนวคิดริเริ่ม มาจากการอยากดัดแปลง ให้กีฬาตะกร้อ มีความสนุกเพิ่มมากยิ่งขึ้น และมีการดัดแปลง เพื่อเพิ่มสีสัน ให้กับวงการกีฬา โดยคนแรกที่เป็นคนเริ่ม การนำตะกร้อลอดห่วง เข้าสู่วงการกีฬา คือ หลวงสังข์ บูรณะศิริ เป็นผู้ริเริ่ม การทำกีฬาชนิดนี้ ขึ้นมาในประเทศไทย

ทำไมต้องวางแผน ก่อนการลงแข่งขัน

การวางแผนกลยุทธ์ ก่อนการแข่ง เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะแต่ละท่า จะมีคะแนนที่แตกต่างกัน และด้วยการแข่ง มีเวลาทำคะแนนที่จำกัด จึงจำเป็น ต้องมีการวางแผน เพื่อเพิ่มโอกาส การเอาชนะ และทำให้เพิ่ม ความเข้าใจกัน ภายในทีมก่อนเริ่มเกม

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง